THE EFFECT OF BLENDED LEARNING WITH METAVERSE TECHNOLOGY AND SCAFFOLDING TECHNIQUE TO ENHANCE LEARNING COMPETENCY OF UNDERGRADUATE STUDENT IN CULINARY ARTS COURSE
Loading...
Date
Authors
Journal Title
Journal ISSN
Volume Title
Publisher
Srinakharinwirot University
Abstract
This research investigated the effect of blended learning with metaverse technology and scaffolding technique. The study aimed to (1) identify features of a metaverse classroom that promotes student learning competency and (2) evaluate its effect on the learning competency of undergraduate students. The sample group comprised 60 volunteer third-year undergraduate students from the Culinary Arts program at Dusit Thani College. Their learning competence was assessed across three domains: cognitive, psychomotor, and affective. The research employed a two-phase approach. Phase 1 focused on developing the blended learning support media, using tools such as 1) semi-structured interviews with experts on technology selection, 2) Thai dessert art lesson plans integrated with the support media, and 3) instructional media incorporated with metaverse technology and scaffolding techniques. Phase 2 evaluated the effectiveness of the developed media, using 1) the blended learning support media (metaverse technology with scaffolding techniques), and 2) a learning competence assessment form. The findings revealed that the characteristics of effective learning support media integrating metaverse technology and scaffolding technique included: 1) lesson content, 2) learning and teaching management, 3) media and activities, and 4) educational technology. These were used in conjunction with a scaffolding framework. The results showed a statistically significant increase in students' post-learning cognitive domain scores (p
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะของสื่อสนับสนุนการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยเทคโนโลยีเมตาเวิร์สร่วมกับเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ในการจัดการเรียนรู้วิชาศิลปะการประกอบขนมไทยที่ช่วยส่งเสริมสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียน 2) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยเทคโนโลยีเมตาเวิร์สร่วมกับเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ที่มีผลต่อสมรรถนะการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี กลุ่มตัวอย่างเลือกจากอาสาสมัครนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 สาขาศิลปะการประกอบอาหาร วิทยาลัยดุสิตธานี จำนวน 60 คนมาร่วมกิจกรรมและวัดระดับสมรรถนะการเรียนรู้ทั้งสามด้าน 1) ด้านพุทธพิสัย 2) ด้านทักษะพิสัย 3) ด้านจิตพิสัย โดยเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 พัฒนาสื่อสนับสนุนการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยเทคโนโลยีเมตาเวิร์สร่วมกับเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้คือ 1) แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ข้อคำถามสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิต่อการเลือกใช้เทคโนโลยีสื่อสนับสนุนการเรียนรู้ 2) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาศิลปะการประกอบขนมไทยร่วมกับสื่อสนับสนุนการเรียนรู้ 3) สื่อสนับสนุนการเรียนการสอนวิชาขนมไทยด้วยเทคโนโลยีเมตาเวิร์สร่วมกับเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ ระยะที่ 2 ศึกษาผลการใช้สื่อสนับสนุนการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยเทคโนโลยีเมตาเวิร์สร่วมกับเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้คือ 1) สื่อสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีเมตาเวิร์สร่วมกับเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ 2) แบบประเมินสมรรถนะกาารเรียนรู้ จากผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะของสื่อสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีเมตาเวิร์สร่วมกับเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ ได้แก่ 1) ด้านเนื้อหาของบทเรียน 2) ด้านการจัดการเรียนการสอน 3) ด้านสื่อและกิจกรรม 4) ด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา โดยใช้ควบคู่กับฐานการให้ความช่วยเหลือของเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ ผลระดับสมรรถนะด้านพุทธพิสัยของผู้เรียนหลังเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผู้เรียนผ่านผลทดสอบด้านทักษะพิสัยที่ค่าเฉลี่ยร้อยละ 89.36 (Mean=44.68, S.D.=2.51) และผ่านผลทดสอบด้านจิตพิสัยที่ค่าเฉลี่ยร้อยละ 84.94 (Mean=25.48, S.D.=4.14) จากเกณฑ์มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 80 ของคะแนนการปฏิบัติการทั้งหมด การศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่า สื่อสนับสนุนการเรียนรู้ที่สร้างด้วยเทคโนโลยีเมตาเวิร์สร่วมกับเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ที่ช่วยเสริมสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องมีลักษณะ 1) เป็นสื่อให้ความรู้แบบย่อยส่วน 2) มีกิจกรรมที่ผู้เรียนมีส่วนร่วม 3) มีกิจกรรมที่สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะของสื่อสนับสนุนการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยเทคโนโลยีเมตาเวิร์สร่วมกับเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ในการจัดการเรียนรู้วิชาศิลปะการประกอบขนมไทยที่ช่วยส่งเสริมสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียน 2) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยเทคโนโลยีเมตาเวิร์สร่วมกับเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ที่มีผลต่อสมรรถนะการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี กลุ่มตัวอย่างเลือกจากอาสาสมัครนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 สาขาศิลปะการประกอบอาหาร วิทยาลัยดุสิตธานี จำนวน 60 คนมาร่วมกิจกรรมและวัดระดับสมรรถนะการเรียนรู้ทั้งสามด้าน 1) ด้านพุทธพิสัย 2) ด้านทักษะพิสัย 3) ด้านจิตพิสัย โดยเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 พัฒนาสื่อสนับสนุนการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยเทคโนโลยีเมตาเวิร์สร่วมกับเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้คือ 1) แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ข้อคำถามสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิต่อการเลือกใช้เทคโนโลยีสื่อสนับสนุนการเรียนรู้ 2) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาศิลปะการประกอบขนมไทยร่วมกับสื่อสนับสนุนการเรียนรู้ 3) สื่อสนับสนุนการเรียนการสอนวิชาขนมไทยด้วยเทคโนโลยีเมตาเวิร์สร่วมกับเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ ระยะที่ 2 ศึกษาผลการใช้สื่อสนับสนุนการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยเทคโนโลยีเมตาเวิร์สร่วมกับเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้คือ 1) สื่อสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีเมตาเวิร์สร่วมกับเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ 2) แบบประเมินสมรรถนะกาารเรียนรู้ จากผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะของสื่อสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีเมตาเวิร์สร่วมกับเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ ได้แก่ 1) ด้านเนื้อหาของบทเรียน 2) ด้านการจัดการเรียนการสอน 3) ด้านสื่อและกิจกรรม 4) ด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา โดยใช้ควบคู่กับฐานการให้ความช่วยเหลือของเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ ผลระดับสมรรถนะด้านพุทธพิสัยของผู้เรียนหลังเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผู้เรียนผ่านผลทดสอบด้านทักษะพิสัยที่ค่าเฉลี่ยร้อยละ 89.36 (Mean=44.68, S.D.=2.51) และผ่านผลทดสอบด้านจิตพิสัยที่ค่าเฉลี่ยร้อยละ 84.94 (Mean=25.48, S.D.=4.14) จากเกณฑ์มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 80 ของคะแนนการปฏิบัติการทั้งหมด การศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่า สื่อสนับสนุนการเรียนรู้ที่สร้างด้วยเทคโนโลยีเมตาเวิร์สร่วมกับเทคนิคเสริมต่อการเรียนรู้ที่ช่วยเสริมสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องมีลักษณะ 1) เป็นสื่อให้ความรู้แบบย่อยส่วน 2) มีกิจกรรมที่ผู้เรียนมีส่วนร่วม 3) มีกิจกรรมที่สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน