A STUDY OF COMPETENCY IN DIGITAL ERA OF EDUCATIONAL INSTITUTION ADMINISTRATORS AFFECTING THE TEACHING EFFICIENCY OF TEACHERS IN SARABURI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 1
Loading...
Files
Date
Authors
Journal Title
Journal ISSN
Volume Title
Publisher
Srinakharinwirot University
Abstract
This research aimed to study (1) the competency in the digital era of educational institution administrators and the teaching efficiency of teachers in the Saraburi Primary Educational Service Area Office 1, (2) the relationship between the competency in the digital era of educational institution administrators and the teaching efficiency of teachers in the Saraburi Primary Educational Service Area Office 1, and (3) the competency in the digital era of educational institution administrators that affects the teaching efficiency of teachers in the Saraburi Primary Educational Service Area Office 1. The sample consisted of 286 teachers, selected by stratified random sampling. A five-point rating scale questionnaire with a reliability coefficient of .95 was employed. Data were analyzed using mean, standard deviation, Pearson’s correlation, and multiple regression analysis. The findings revealed that the competency in the digital era of educational institution administrators was at a high level, with self-development, teamwork, digital technology utilization, vision, and achievement orientation ranked from highest to lowest. The teaching efficiency of teachers was at the highest level in classroom management, assessment and evaluation, classroom atmosphere, teacher–student relationship, instructional media, and learning management. The digital-age competencies of school administrators shows a moderate, statistically significant correlation with the teaching efficiency of teachers statistically significant at the 0.01 level (p-value < 0.01, r = 605).The digital-age competencies of school administrators significantly predicted teachers’ teaching efficiency at the .01 level, explaining 37.10% of the variance (R = 0.609, R² = 0.371, Adjusted R² = 0.359, F = 31.035, p-value < .01), with self-development showing the greatest influence, followed by digital technology utilization, teamwork, and vision.
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลและประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลและประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 (3) ศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างคือครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 286 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .95 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมาก ทุกด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การพัฒนาตนเอง การทำงานเป็นทีม การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การมีวิสัยทัศน์ และการมุ่งผลสัมฤทธิ์ ประสิทธิภาพการสอนของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ทุกด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การจัดการชั้นเรียน การวัดและประเมินผล การจัดบรรยากาศในห้องเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน สื่อการสอน และการจัดการเรียนรู้ สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการสอนของครู อยู่ในระดับปานกลาง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (p-value < 0.01, r = 0.605) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล ได้แก่ การพัฒนาตนเอง การมีวิสัยทัศน์ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การทำงานเป็นทีม และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพการสอนของครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 37.10 (R = 0.609, R² = 0.371, Adjusted R² = 0.359) สมการถดถอยโดยรวมมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (F = 31.035, p-value < .01) โดยตัวแปรที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือ การพัฒนาตนเอง รองลงมาคือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การทำงานเป็นทีม และการมีวิสัยทัศน์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลและประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลและประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 (3) ศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสอนของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 กลุ่มตัวอย่างคือครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 286 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .95 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมาก ทุกด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การพัฒนาตนเอง การทำงานเป็นทีม การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การมีวิสัยทัศน์ และการมุ่งผลสัมฤทธิ์ ประสิทธิภาพการสอนของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ทุกด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การจัดการชั้นเรียน การวัดและประเมินผล การจัดบรรยากาศในห้องเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน สื่อการสอน และการจัดการเรียนรู้ สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการสอนของครู อยู่ในระดับปานกลาง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (p-value < 0.01, r = 0.605) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล ได้แก่ การพัฒนาตนเอง การมีวิสัยทัศน์ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การทำงานเป็นทีม และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพการสอนของครูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 37.10 (R = 0.609, R² = 0.371, Adjusted R² = 0.359) สมการถดถอยโดยรวมมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (F = 31.035, p-value < .01) โดยตัวแปรที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือ การพัฒนาตนเอง รองลงมาคือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การทำงานเป็นทีม และการมีวิสัยทัศน์