EFFECT OF BASE MATERIALS ON THE FRACTURE RESISTANCE OF RESIN COMPOSITE IN SCREW ACCESS HOLE OF IMPLANT-SUPPORTED ZIRCONIA CROWN AFTER FATIGUE LOADING
Loading...
Date
Authors
Journal Title
Journal ISSN
Volume Title
Publisher
Srinakharinwirot University
Abstract
This study aimed to evaluate the effect of different base materials on the fracture resistance of resin composite used to seal screw access holes of zirconia implant crowns, before and after fatigue loading. Three base materials were tested: polytetrafluoroethylene tape (PTFE tape), gutta-percha, and temporary filling material (Cavitª). Specimens were divided into pre- and post-fatigue groups with three subgroups according to the base material (n = 6). Fracture resistance was tested using a universal testing machine, and fatigue loading was performed for 500,000 cycles at 25 N. Data were analyzed by one-way ANOVA and TukeyÕs post hoc test at a 95% confidence level (α = 0.05). Cavitª showed the highest fracture resistance both before and after fatigue loading, followed by gutta-percha, while PTFE tape showed the lowest values. Statistically significant differences (p
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของวัสดุรองพื้นต่อคุณสมบัติความต้านทานการแตกหักของเรซินคอมโพสิตที่ใช้ปิดรูสกรูของครอบฟันเซอร์โคเนียบนรากเทียมทั้งก่อนและหลังการรับแรงล้า โดยใช้วัสดุรองพื้น 3 ชนิด ได้แก่เทปพันเกลียว, กัตทาเพอร์ชา และ วัสดุบูรณะชั่วคราวเควิต แบ่งกลุ่มเป็นก่อนและหลังรับแรงล้า มี 3 กลุ่มย่อยตามชนิดของวัสดุรองพื้น (n=6) ทดสอบค่าความต้านทานการแตกหักด้วยเครื่องทดสอบอเนกประสงค์ และทำการรับแรงล้าด้วยเครื่องทดสอบความล้า จำนวน 500,000 รอบ ที่แรง 25 นิวตัน (N) วิเคราะห์ทางสถิติความแปรปรวนทางเดียวและเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการจับคู่แบบทูกีย์ ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (α = 0.05) ผลการทดลองพบว่าทั้งก่อนและหลังการรับแรงล้า วัสดุบูรณะชั่วคราวเควิตให้ค่าความต้านทานการแตกหักสูงที่สุด รองลงมาคือกัตทาเพอร์ชา ส่วนเทปพันเกลียวให้ค่าต่ำที่สุด โดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ระหว่างวัสดุทั้งสามชนิด ทั้งก่อนและหลังการรับแรงล้า อย่างไรก็ตามพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบค่าภายในวัสดุชนิดเดียวกันระหว่างก่อนและหลังความล้า (p < 0.05) ของเทปพันเกลียว โดยสรุปวัสดุรองพื้นที่ต่างชนิดกันส่งผลต่อความต้านทานการแตกหักของเรซินคอมโพสิตที่ใช้ปิดรูในชิ้นงานประเภทเซอร์โคเนียที่แตกต่างกัน ทั้งนี้หากพิจารณาค่าความต้านทานการแตกหักที่ทดสอบได้เทียบกับแรงบดเคี้ยวโดยทั่วไป ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ พบว่าสามารถเลือกใช้วัสดุได้ทั้ง 3 ชนิด เพียงแต่ต้องมีการพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสมตามเงื่อนไขของผู้ป่วยแต่ละบุคคล อย่างเช่นผู้ป่วยที่มีอาการนอนกัดฟัน มีการบดเคี้ยวที่ทำงานผิดหน้าที่ หรือความสามารถในการเข้ารับการตรวจติดตาม
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของวัสดุรองพื้นต่อคุณสมบัติความต้านทานการแตกหักของเรซินคอมโพสิตที่ใช้ปิดรูสกรูของครอบฟันเซอร์โคเนียบนรากเทียมทั้งก่อนและหลังการรับแรงล้า โดยใช้วัสดุรองพื้น 3 ชนิด ได้แก่เทปพันเกลียว, กัตทาเพอร์ชา และ วัสดุบูรณะชั่วคราวเควิต แบ่งกลุ่มเป็นก่อนและหลังรับแรงล้า มี 3 กลุ่มย่อยตามชนิดของวัสดุรองพื้น (n=6) ทดสอบค่าความต้านทานการแตกหักด้วยเครื่องทดสอบอเนกประสงค์ และทำการรับแรงล้าด้วยเครื่องทดสอบความล้า จำนวน 500,000 รอบ ที่แรง 25 นิวตัน (N) วิเคราะห์ทางสถิติความแปรปรวนทางเดียวและเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการจับคู่แบบทูกีย์ ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (α = 0.05) ผลการทดลองพบว่าทั้งก่อนและหลังการรับแรงล้า วัสดุบูรณะชั่วคราวเควิตให้ค่าความต้านทานการแตกหักสูงที่สุด รองลงมาคือกัตทาเพอร์ชา ส่วนเทปพันเกลียวให้ค่าต่ำที่สุด โดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ระหว่างวัสดุทั้งสามชนิด ทั้งก่อนและหลังการรับแรงล้า อย่างไรก็ตามพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบค่าภายในวัสดุชนิดเดียวกันระหว่างก่อนและหลังความล้า (p < 0.05) ของเทปพันเกลียว โดยสรุปวัสดุรองพื้นที่ต่างชนิดกันส่งผลต่อความต้านทานการแตกหักของเรซินคอมโพสิตที่ใช้ปิดรูในชิ้นงานประเภทเซอร์โคเนียที่แตกต่างกัน ทั้งนี้หากพิจารณาค่าความต้านทานการแตกหักที่ทดสอบได้เทียบกับแรงบดเคี้ยวโดยทั่วไป ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ พบว่าสามารถเลือกใช้วัสดุได้ทั้ง 3 ชนิด เพียงแต่ต้องมีการพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสมตามเงื่อนไขของผู้ป่วยแต่ละบุคคล อย่างเช่นผู้ป่วยที่มีอาการนอนกัดฟัน มีการบดเคี้ยวที่ทำงานผิดหน้าที่ หรือความสามารถในการเข้ารับการตรวจติดตาม