SHEAR BOND STRENGTH OF LITHIUM DISILICATE GLASS-CERAMIC BONDEDWITH VARIOUS SURFACE-TREATED TITANIUM
Loading...
Date
Authors
Journal Title
Journal ISSN
Volume Title
Publisher
Srinakharinwirot University
Abstract
The purpose of this in-vitro study was to determine the shear bond strength (SBS) of different surface-treated titanium alloy with lithium disilicate glass-ceramic with resin cement (Multilink® N). There were 90 titanium alloy specimens, divided into six groups, as follows: (1) control group (CT); (2) 50-µm aluminum oxide airborne particle abrasion group (SB); (3) silica coating group (CJ); (4) anodization group (AN); (5) anodization then alumina 50-µm aluminum oxide airborne particle abrasion group (ANSB), and (6) anodization, then the silica coating group (ANCJ). The SBS test was performed with a universal testing machine. The One-Way ANOVA and Tukey’s post-hoc test was used to determine the differences between groups (α=0.05). The failure mode of deboned titanium was classified under a stereoscope. The results showed that the mean SBS of control group and the anodization group had significantly lower SBS than the others (p
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค่าแรงยึดเฉือนระหว่างไทเทเนียมที่มีการปรับปรุงพื้นผิวด้วยวิธีต่างกันกับเซรามิกชนิดลิเทียมไดซิลิเกตโดยยึดติดด้วยเรซินซีเมนต์ชนิดมัลติลิ้งค์เอ็น ไทเทเนียมจำนวน 90 ชิ้น นำไปปรับปรุงพื้นผิวด้วยวิธีดังนี้ กลุ่มที่ 1 ไม่ปรับปรุงผิว(CT), กลุ่มที่ 2 ปรับปรุงผิวด้วยการพ่นอนุภาคอะลูมินา(SB), กลุ่มที่ 3 ปรับปรุงผิวการพ่นอนุภาคอะลูมินาเคลือบซิลิกา(CJ), กลุ่มที่ 4 ปรับปรุงผิวด้วยการทำอะโนไดซ์(AN), กลุ่มที่ 5 ปรับปรุงผิวด้วยการทำอะโนไดซ์ก่อนพ่นอนุภาคอะลูมินา(ANSB) และกลุ่มที่ 6 ปรับปรุงผิวด้วยการทำอะโนไดซ์ก่อนพ่นด้วยอนุภาคอะลูมินาเคลือบซิลิกา(ANCJ) นำชิ้นงานไปยึดติดกับเซรามิกชนิดลิเทียมไดซิลิเกต ก่อนนำมาทดสอบค่าความแข็งแรงยึดเฉือนด้วยเครื่องทดสอบสากล เปรียบเทียบค่าความแข็งแรงยึดเฉือนของแต่ละกลุ่มด้วยการวิเคระห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบเฮชเอสดีของทูกีย์(α=0.05) ไทเทเนียมที่ผ่านการทดสอบถูกนำไปสังเกตรูปแบบความล้มเหลวหลังการแตกหักภายใต้กล้องสเตอริโอสโคป ผลการทดสอบค่าความแข็งแรงยึดเฉือนเฉลี่ยของกลุ่มควบคุม และกลุ่ม AN มีค่าต่ำกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ(p
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค่าแรงยึดเฉือนระหว่างไทเทเนียมที่มีการปรับปรุงพื้นผิวด้วยวิธีต่างกันกับเซรามิกชนิดลิเทียมไดซิลิเกตโดยยึดติดด้วยเรซินซีเมนต์ชนิดมัลติลิ้งค์เอ็น ไทเทเนียมจำนวน 90 ชิ้น นำไปปรับปรุงพื้นผิวด้วยวิธีดังนี้ กลุ่มที่ 1 ไม่ปรับปรุงผิว(CT), กลุ่มที่ 2 ปรับปรุงผิวด้วยการพ่นอนุภาคอะลูมินา(SB), กลุ่มที่ 3 ปรับปรุงผิวการพ่นอนุภาคอะลูมินาเคลือบซิลิกา(CJ), กลุ่มที่ 4 ปรับปรุงผิวด้วยการทำอะโนไดซ์(AN), กลุ่มที่ 5 ปรับปรุงผิวด้วยการทำอะโนไดซ์ก่อนพ่นอนุภาคอะลูมินา(ANSB) และกลุ่มที่ 6 ปรับปรุงผิวด้วยการทำอะโนไดซ์ก่อนพ่นด้วยอนุภาคอะลูมินาเคลือบซิลิกา(ANCJ) นำชิ้นงานไปยึดติดกับเซรามิกชนิดลิเทียมไดซิลิเกต ก่อนนำมาทดสอบค่าความแข็งแรงยึดเฉือนด้วยเครื่องทดสอบสากล เปรียบเทียบค่าความแข็งแรงยึดเฉือนของแต่ละกลุ่มด้วยการวิเคระห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบเฮชเอสดีของทูกีย์(α=0.05) ไทเทเนียมที่ผ่านการทดสอบถูกนำไปสังเกตรูปแบบความล้มเหลวหลังการแตกหักภายใต้กล้องสเตอริโอสโคป ผลการทดสอบค่าความแข็งแรงยึดเฉือนเฉลี่ยของกลุ่มควบคุม และกลุ่ม AN มีค่าต่ำกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ(p